Class Action

คำถามที่พบบ่อย (ปรับปรุง ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2567)

คำถามที่พบบ่อย: EP 1

TIA เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร มีอายุการก่อตั้ง 35 ปี ในปีนี้-2567 (แวะเข้าไปทักทายเพิ่มเติมที่ www.thaiinvestors.com) ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการดำเนินกิจกรรม อันเป็น ประโยชน์ ปกป้องผู้ลงทุน ด้วยฐานะหนึ่ง ในสมาชิก “สภาธุรกิจตลาดทุนไทย” ในปี 2565 TIA เริ่มมีการให้ความรู้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง (ในเบื้องต้น ได้แก่ บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม, ทนายความ, นักลงทุน และสื่อสารมวลชน) เรื่อง การดำเนินคดีแบบกลุ่ม-Class Action โดยคาดว่าจะสามารถยกร่างการจัดตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม” ภายในสิ้นปี 2567 เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูล ประสานงาน และอำนวยความสะดวก ในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม สำหรับผู้ทุนรายบุคคล ซึ่งยังไม่มีจุดรวมศูนย์ผู้ลงทุนหุ้นสามัญตามกฎหมาย (เป็นข้อแตกต่างจากผู้ลงทุนหุ้นกู้ที่กฎหมายกำหนดให้มี “ตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานภายหลังการออกหุ้นกู้) ตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งศูนย์ฯ ของ TIA นั้น ศูนย์ฯ และ TIA ไม่ได้เป็นผู้เสียหายในการลงทุน จึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล ประสานงาน และอำนวยความสะดวก ต่อผู้เสียหายในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม (ถ้ามี) เท่านั้น นั่นคือ ผู้เสียหายตัวจริง จะเป็นผู้มีอำนาจเต็มในการดำเนินคดีทางกฎหมายเองในทุกขั้นตอน (หมายถึง ศูนย์ฯ และ TIA ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นโจทก์แทนได้แต่อย่างใด)

การดำเนินคดีแบบกลุ่ม หรือ การฟ้องแบบกลุ่ม-Class Action คือการดำเนินคดีที่ศาลอนุญาตให้เสนอคำฟ้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงสิทธิของโจทก์ และสมาชิกกลุ่ม อธิบายให้เข้าใจง่าย คือ การฟ้องคดีแพ่งเหมือนคดีอื่นๆ ทั่วไป แต่มีลักษณะพิเศษเพิ่มเติมอย่างหนึ่ง คือ เป็นกระบวนการฟ้องที่มุ่งให้มีผลทางคดีรวมไปถึงผู้เสียหายที่มีลักษณะความเสียหายเดียวกันที่เรียกว่า “สมาชิกกลุ่ม” แม้มูลค่าความเสียหายของแต่ละคนจะไม่เท่ากันก็ตาม เช่น มีเหตุการณ์ทุจริตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผลต่อราคาหุ้น และส่งผลเสียหายต่อผู้ลงทุนในระดับที่ไม่เท่ากันก็ตาม เมื่อมีผู้เสียหาย รายหนึ่งรายใด หรือ หลายรายรวมตัวกัน ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องคดีแพ่ง และมีการร้องขอให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ผลแห่งคดีหรือคำพิพากษาที่ออกมาจะมีผลไปถึงผู้เสียหายทุกคนที่มีคุณสมบัติเข้าตามเกณฑ์กลุ่มที่ศาลอนุมัติ ยกเว้นบางคนที่แสดงเจตจำนงค์ขอออกจากกลุ่มเป็นลายลักษณ์อักษร (Opt Out) เพื่อไปดำเนินคดีเอง ดังนั้นการดำเนินคดีกลุ่มจึง มีความสำคัญมาก เพราะหากชนะคดีก็เท่ากับจะได้รับการเยียวยากันทุกคน และในทางกลับกัน หากแพ้คดีก็จะมีผลให้ไม่ได้รับการเยียวยาตามสัดส่วนความเสียหายกันทุกคน ผู้ที่จะมาเป็นโจทก์นำฟ้อง และทนายความจึง ต้องเป็นคนที่สุจริต อดทน และมีความตั้งใจ เพื่อประโยชน์แก่ผู้เสียหายทุกคนในกลุ่มเนื่องจากการดำเนินคดีแบบกลุ่มซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายจำนวนมาก อาจมีความซับซ้อน ยุ่งยาก และใช้เวลานาน

หากท่านเป็นผู้เสียหายในมูลเหตุเดียวกัน ในทางกฎหมายถือว่าท่านถือเป็น “สมาชิกกลุ่ม” โดยอัตโนมัติ แม้ท่านจะไม่ได้ลงทะเบียนก็ตาม แต่การลงทะเบียนย่อมเป็นการแสดงตัวตนและยืนยันความเสียหายใน เบื้องต้นที่ จะเป็นหลักฐานการมีอยู่ของผู้เสียหายจำนวนหนึ่งเท่าที่ทราบเพื่อให้ศาลเห็นว่าสมควรที่จะต้องดำเนินคดีแบบกลุ่มเพื่อให้มีผลไปถึงผู้เสียหายทุกคน และเพื่อประโยชน์ในการได้รับข่าวสาร และความคืบหน้าในการดำเนินคดีแบบกลุ่มอย่างไรก็ดี แม้ท่านจะไม่เคยลงทะเบียนกับ TIA เลย แต่ท่านเป็นผู้เสียหายในมูลเหตุเดียวกัน ท่านสามารถไปรับฟังการพิจารณาคดีในศาล และใช้สิทธิต่างๆในฐานะ “สมาชิกกลุ่ม” ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/17

การเป็น “สมาชิกกลุ่ม” เป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเกิดจากการนิยามคำว่าสมาชิกกลุ่มของทนายความกลุ่ม ในชั้นยื่นคำร้องและในชั้นที่ศาลพิจารณาอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม โดยจะมีการกำหนดขอบเขตหรือไม่ก็ได้ตามที่ศาลเห็นสมควร ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาก็คือ ผู้ที่จะเป็นสมาชิก กลุ่มจะต้องเป็นผู้เสียหายในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะมีการลงทะเบียนหรือไม่ลงทะเบียนก็ตาม หากมีสถานะเป็นผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันแล้ว ย่อมถือเป็น “สมาชิกกลุ่ม” โดยปริยาย ซึ่งผู้เสียหายที่จะเป็น “สมาชิกกลุ่ม” สมควรที่จะต้องมีหลักฐานอย่างเพียงพอ ที่จะแสดงว่าตนเองเป็นผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันกับโจทก์ที่นำฟ้อง เช่น มีหลักฐานการซื้อ/ขายหุ้นในช่วงเวลาที่มีการทุจริต แม้ว่าจะซื้อ/ขาย หุ้นต่างกรรมต่างวาระในจำนวนและราคาที่ไม่เท่ากัน ก็ตาม ดังนั้นการเป็น “สมาชิกกลุ่ม” เป็นไปโดยอัตโนมัติหากมีความเสียหายที่มีลักษณะเดียวกัน โดยที่ผู้เสียหายไม่จำเป็นจะต้องดำเนินการใดๆ เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มย่อมถือว่าเข้ามาเป็น “สมาชิกกลุ่ม” โดยอัตโนมัติ

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี แบ่งได้เป็น 4 ส่วน
1.ค่าธรรมเนียมศาล
– ค่าขึ้นศาล โจทก์นำฟ้องซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มเป็นคนเสียหาย ประมาณร้อยละ 2 ของ ทุนทรัพย์ที่ฟ้องเฉพาะของโจทก์ (ตามตารางค่าฤชาธรรมเนียมที่กำหนดไว้ในกฎหมาย) ยกเว้นกรณีที่เป็นคดีผู้บริโภคจะไม่เสียค่าขึ้นศาล เนื่องจากธุรกรรมภายใต้ พรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ไม่เข้าเกณฑ์คดีผู้บริโภค ดังนั้น โจทก์ตาม พรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จะต้องชำระค่าขึ้นศาลเต็มจำนวนในทันทีเมื่อยื่นคำร้อง
– ค่ายื่นคำขอรับชำระหนี้ สมาชิกกลุ่มที่ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้เป็นคนเสีย (200 บาท)
– ค่าคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของกรมบังคับคดี สมาชิกกลุ่มที่ยื่นคำคัดค้านเป็นคนเสีย (200 บาท)
– ค่าขึ้นศาลในกรณีที่มีการอุทธรณ์เรื่องการขอรับชำระหนี้ สมาชิกกลุ่มที่ยื่นอุทธรณ์เป็นคนเสีย (200 บาท)
– ค่าขึ้นศาลในกรณีที่มีการอุทธรณ์เรื่องเงินรางวัลของทนายความ ทนายความที่ยื่นอุทธรณ์เป็นคนเสีย


2.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นศาล
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแบบกลุ่มที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการของศาลนั้น มีหลายอย่าง เช่น ค่าส่งคำบอกกล่าว ค่าประกาศหนังสือพิมพ์ เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะเกิดมีขึ้นระหว่างการดำเนินคดีของศาล ซึ่งตามมาตรา 222/14 กำหนดให้ โจทก์เป็นผู้วางเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าว

3.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นนอกศาล
ค่าใช้จ่ายอื่นๆนอกจาก ข้อ 1-2 ข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นค่าจัดเตรียมเอกสาร ค่าแรงงานหรือกำลังคนในการแสวงหาข้อเท็จจริง/จัดเตรียมข้อมูลและพยานหลักฐาน ค่าวิชาชีพทนายความที่ร่วมทำงาน ค่าว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้หรือความเห็นเฉพาะด้าน ค่าทำแบบสำรวจความเสียหาย ค่าทำแบบสำรวจผู้เสียหาย ค่าถ่ายเอกสาร ค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร ค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานต่างๆ ค่าพาหนะ ค่าสถานที่ในการประชุมหรือดำเนินการต่างๆ ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนอกศาล ซึ่งเป็นภาระของทนายความกลุ่มเป็นผู้รับผิดชอบ

4.ค่าจ้างทนายความ
ในกรณีคดีสามัญทั่วไป โจทก์ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งหมด รวมถึงค่าจ้างทนายความด้วย แต่ในกรณีของคดีแบบกลุ่ม โจทก์จำนวนมากมีมูลค่าความเสียหายแตกต่างกัน และอาจไม่คุ้มที่จะดำเนินคดีเอง เจตนารมณ์ของกฎหมายจึงกำหนดเงินรางวัลให้แก่ทนายความในเชิงวัดผลตามประสิทธิผล และประสิทธิภาพโดยพิจารณาจากความยากง่ายของรูปคดีและพิจารณาเป็นร้อยละของมูลค่าความเสียหายจริง ที่โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับจากคดี โดยให้จำเลยที่แพ้คดีเป็นคนรับผิดชอบจ่ายเงินรางวัลทนายความเมื่อคดีสิ้นสุด โดยกฎหมายมุ่งหวังให้เงินรางวัลทนายความนี้เป็นแรงจูงใจให้ทนายความทำงานด้วยความสุขุมรอบคอบ มีความตั้งใจจริง โดยมีวัตถุประสงค์ ร่วมให้ตลาดทุนไทยมีความมั่นคง โปร่งใส ปราศจากการทุจริต โดยเฉพาะต่อนักลงทุนรายบุคคล ซึ่งเป็นผู้ที่นำเงินออมมาลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงของการแพ้คดี ทนายความกลุ่มจึงต้องพิจารณาหลักฐานต่างๆ ด้วยความรอบคอบ รอบรู้ด้านกฎหมาย พรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นอย่างดี ก่อนตกลงรับว่าความคดีแบบกลุ่ม เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อตลาดทุนโดยรวม โจทก์ สมาชิกกลุ่ม และตัวทนายความกลุ่มเองด้วย
ในปัจจุบัน แนวทางตามคำพิพากษาของศาลที่ผ่านมา ในการดำเนินคดีแบบกลุ่มตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภคนั้น พบว่าอัตราเงินรางวัลทนายความไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ทนายความดำเนินการตามเจตนารมย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังไม่เคยมีการดำเนินคดีแบบกลุ่มตาม พรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แต่อย่างไร จึงเป็นการยากที่ทนายความจะประมาณการผลตอบแทนในการดำเนินคดีได้ อย่างไรก็ดี กฎหมายไม่มีข้อห้ามที่จะมีการตกลงค่าใช้จ่ายระหว่างโจทก์ที่เป็นตัวแทนผู้เสียหายแบบกลุ่มหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง กับ ทนายความกลุ่มในเบื้องต้นเพื่อให้การดำเนินคดีแบบกลุ่มบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมดังกล่าวโดยไม่รอช้า

คำถามที่พบบ่อย: EP 2

โดยปกติ การดำเนินคดีแบบกลุ่มนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มแล้ว จะถือว่าผู้เสียหายที่มีลักษณะความเสียหายในกรณีเดียวกัน จะถือเป็นสมาชิกกลุ่มไปโดยปริยาย (Auto opt-in) แต่สำหรับใครที่คิดว่าไม่อยากจะเป็นสมาชิกกลุ่มด้วยเหตุผลส่วนตัวใดๆก็ตาม เช่น อาจจจะคิดว่าตนเองมีความสามารถที่จะไปฟ้องคดีเอง, สามารถรักษาผลประโยชน์ของตนเองได้ดีกว่าที่จะให้ตัวแทนกลุ่มดำเนินคดีแบบกลุ่มให้ ก็สามารถที่จะยื่นคำร้อง โดยทำเป็นหนังสือแนบไปในแฟ้มคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตนเองออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม
(Opt-out) ได้สามารถสรุปได้ว่า การเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มเป็นไปโดยอัตโนมัติเมื่อผู้เสียหายมีลักษณะความเสียหายในกรณีเดียวกันกับโจทก์ที่นำฟ้องโดยไม่ต้องทำอะไรเลย (แต่ในขั้นตอนของการเฉลี่ยทรัพย์หลังคำพิพากษาอาจจะต้องมีการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงด้วยเอกสารต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของกรมบังคับคดี) แต่หากไม่ต้องการเป็นสมาชิกกลุ่มจะต้อง ยื่นคำร้องโดยทำเป็นหนังสือแนบไปในแฟ้มคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตนเองออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม(Opt-out)

ในกรณีที่มีลักษณะคดีและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างเดียวกัน หากมีการยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มหลายคดี เพื่อประสิทธิภาพในการพิจารณาคดี ผู้พิพากษาจะสั่งรวมคดีให้เป็นคดีแบบกลุ่มที่มีลักษณะคดีนั้นๆเพียงคดีเดียว ทั้งนี้ตามเหตุปัจจัยที่ศาลอาจใช้ดุลพินิจได้ตามความเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามหากมีคดีหนึ่งคดีใดที่ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มแล้ว จะมีผลทำให้คดีอื่นๆที่มีลักษณะคดีเดียวกันนั้นถูกดึงมาเป็นสมาชิกกลุ่มโดยปริยายตามที่อธิบายไปแล้วในข้อ 1 ดังนั้นหากสมาชิกกลุ่มอื่นไม่ต้องการที่จะมีผลผูกพันในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มและต้องการไปดำเนินคดีด้วยตนเอง ก็สามารถขอออกจากการเป็นสมาชิกแบบกลุ่มได้ แล้วไปดำเนินคดีของตนเอง แต่การออกจากคดีกลุ่มหนึ่งแล้วจะไปดำเนินคดีกลุ่มใหม่ ขึ้นอยู่ที่ว่าศาลจะอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มในทำนองเดียวกันได้อีกหรือไม่ ทั้งนี้ผู้พิพากษาอาจจะคำนึงถึงความสุจริต และการคุ้มครองประโยชน์ของสมาชิกกลุ่มได้หรือไม่เพียงใดเป็นสำคัญ

โดยปกติสมาชิกกลุ่ม (ยกเว้นตัวแทนผู้เสียหายที่เป็นโจกท์) ไม่มีหน้าที่ต้องทำอะไรในการดำเนินคดี แต่มีสิทธิที่จะยื่นขอรับเฉลี่ยหนี้ได้ หากมีคำพิพากษาให้ชนะคดีเป็นที่สุด โดยสมาชิกกลุ่มจะต้องยื่นคำร้องขอรับเฉลี่ยหนี้ และชำระค่าธรรมเนียมจำนวน 200 บาท ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของกรมบังคับคดี โดยการขอรับเฉลี่ยหนี้นี้จะต้องมีการพิสูจน์เอกสารหรือหลักฐานว่าตนเองอยู่ในนิยามของการเป็นสมาชิกกลุ่มที่เป็นผู้เสียหายตามที่ศาลเคยกำหนดขอบเขตของกลุ่มไว้ตั้งแต่ตอนที่ศาลมีคำสั่งให้รับดำเนินคดีแบบกลุ่ม

ตัวแทนโจทก์ผู้เสียหาย แท้จริงแล้วก็คือผู้เสียหายเช่นเดียวกับสมาชิกกลุ่ม แต่ที่มาเป็นตัวแทนโจทก์ เพราะเห็นว่าตนเองมีความพร้อม เช่น มีคุณสมบัติ สามารถจัดสรรเวลาในการดำเนินคดีตลอดระยะเวลา จนสิ้นสุดคดี และความสามารถที่จะเป็นคู่ความในคดีแบบกลุ่ม เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของตนเอง และสมาชิกในกลุ่มได้ ซึ่งจะต้องมีหน้าที่ในฐานะคู่ความในคดีที่จะต้องดำเนินกระบวนการไปจนสิ้นสุดคดี รวมถึงในชั้นบังคับคดีเพื่อตนเอง และสมาชิกกลุ่มด้วย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ตัวแทนโจทก์ผู้เสียหาย ก็คือ คู่ความในคดีที่ดำเนินคดีเพื่อรักษาประโยน์ส่วนตัว และประโยชน์ส่วนรวมของสมาชิกกลุ่มด้วย

ผู้เสียหายควรติดตามผลคดีว่าศาลสั่งให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มหรือไม่ และหากศาลมีคำสั่งอันเป็นที่สุดแล้วว่า ให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม จะต้องตรวจสอบดูว่าศาลมีคำสั่งโดยกำหนดขอบเขตของสมาชิกกลุ่มไว้อย่างไร ครอบคลุมหรือไม่ครอบคลุมผู้เสียหายรายใดบ้าง ตราบใดที่ศาลยังไม่สั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ผู้เสียหายทั้งหลายที่ได้รับความเสียหายอย่างเดียวกันนั้นก็ยังไม่ใช่สมาชิกกลุ่ม หรือพูดง่ายๆว่าคำว่า “สมาชิกกลุ่ม” ในทางกฎหมายจะเกิดขึ้น และมีสิทธิตามกฎหมาย เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มแล้วเท่านั้น และเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มแล้ว ศาลจะสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียหายในกลุ่มเป็นผู้นำฟ้องและทนายความกลุ่มประกาศคำบอกกล่าวว่าเป็นคดีแบบกลุ่มแล้วนั้นให้แก่สมาชิกกลุ่มทราบทางหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย และอาจนำส่งคำบอกกล่าวดังเช่นว่าไปตามภูมิลำเนาของสมาชิกกลุ่มด้วย ในกรณีที่สมาชิกกลุ่มเคยให้ที่อยู่ไว้ในการลงทะเบียนเข้าร่วมดำเนินคดีแบบกลุ่มในชั้นไต่สวนคำร้อง ดังนั้นคนที่อาจจะได้รับคำบอกกล่าวโดยตรงอาจเป็นคนที่ลงทะเบียนเข้าชื่อในการดำเนินคดีแบบกลุ่มตั้งแต่แรก ส่วนคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนไว้แต่แรกก็อาจรับทราบได้จากการประกาศคำบอกกล่าวทางหนังสือพิมพ์ หรือข่าวสารทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

คำถามที่พบบ่อย: EP 3

สำคัญที่สุดของการเป็นทนายความในคดีแบบกลุ่ม จะต้องมีความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีความตั้งใจ ใส่ใจในรายละเอียด มีความอดทน รอบคอบ และถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ต้องทุ่มเทในการทำงาน มุ่งมั่น มีกลยุทธในการวางแผนการดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ดี มีทีมงานที่มีคุณภาพในการเสาะแสวงหาพยานหลักฐาน ในการเตรียมคดี และในการช่วยเหลือผู้เสียหาย ทั้งนี้คดีแบบกลุ่ม เป็นคดีที่มีผลกระทบต่อคนในวงกว้าง ความเสียหายอาจกระทบไปถึงระบบเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม แต่การดำเนินคดีแบบกลุ่มถือเป็นเครื่องมือหรือมาตรการอย่างหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสังคมได้ ดังนั้นทนายความกลุ่มก็เปรียบเสมือนตัวแปรหรือฟันเฟืองหนึ่งที่สำคัญที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาภาคสังคม โดยควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

ในทำนองเดียวกันกับคดีแพ่งโดยทั่วไป กฎหมายไม่มีการกำหนดหรือจำกัดค่าจ้างทนายความไว้เป็นเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้นค่าจ้างทนายความแบบกลุ่มจึงขึ้นอยู่กับลักษณะคดี ความยุ่งยาก ประสบการณ์ และความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย
แต่ในส่วนของคดีแบบกลุ่ม จะมีค่าตอบแทนอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “เงินรางวัลทนายความ” ซึ่งเป็นผลตอบแทนจากการที่ทนายความทำคดีแล้วเป็นผลสำเร็จ ผู้พิพากษามีอำนาจกำหนดให้จำเลยจ่ายเงินรางวัลทนายความ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ทนายความในการทำคดีได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้กฎหมายไม่มีการกำหนดขั้นต่ำไว้ว่า จะต้องเป็นจำนวนเท่าไหร่ แต่มีการกำหนดขั้นสูงไว้ว่า ไม่เกินร้อยละ 30 ของค่าเสียหายที่โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับ ทั้งนี้พิจารณาจากความยากง่ายในการดำเนินคดี ระยะเวลาในการดำเนินคดี และค่าเสียหายที่โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับ

ทนายความและโจทก์ที่เป็นตัวแทนผู้เสียหายในกลุ่ม ควรมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เสียหายในกลุ่มเป็นประจำ เช่น มีการตั้งไลน์กลุ่ม หรือตั้งเพจเฟสบุ๊ค หรือมีเว็บไซต์ เพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารและอัพเดทความคืบหน้าแห่งคดี มีการแจ้งวันพิจารณาคดี เพื่อให้สมาชิกกลุ่มสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับฟังการพิจารณาคดีได้ ซึ่งจะเป็นการที่สมาชิกกลุ่มได้ตรวจสอบการทำงานของทนายความได้ทางหนึ่ง ว่าทนายความมาศาลด้วยความพร้อมแค่ไหน และทำงานเตรียมคดีหรือเตรียมพยานบุคคลและพยานหลักฐานได้มากน้อยแค่ไหน หรือกรณีจำเป็นจะต้องมีกิจกรรมใดเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมก็ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกกลุ่มหรือผู้เสียหายที่เกี่ยวข้องไปร่วมแสดงความเห็นหรือร่วมดำเนินการต่างๆได้ตามความเหมาะสม

การดำเนินคดีแบบกลุ่มมีเฉพาะ “คดีแพ่งเท่านั้น” ทั้งนี้เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาทางแพ่ง ซึ่งสามารถทำได้ตามกฎหมายและทฤษฎี โดยกฎหมายไม่เปิดช่องให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มทางอาญาได้ แม้จะมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมากก็ตาม เพราะผู้กระทำความผิดก็รับผิดทางอาญาเพียงครั้งเดียวต่อหนึ่งการกระทำ ไม่ต้องรับผิดตามจำนวนผู้เสียหาย ซึ่งแตกต่างจากความเสียหายทางแพ่งที่ผู้ที่ทำให้เสียหายก็ต้องชดใช้ความเสียหายให้ครบทุกคน หรือพูดง่ายๆว่า ทางแพ่งดูที่ความเสียหายของแต่ละคน แต่ทางอาญาดูที่การกระทำในหนึ่งครั้งที่ทำความผิดแม้ในการกระทำความผิดในหนึ่งครั้งนั้น จะผิดกฎหมายหลายบทก็รับผิดบทที่หนักที่สุดเพียงบทเดียวเท่านั้น

ตามกฎหมายกำหนดไว้เป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 คือ เงินรางวัลทนายความ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้กระทำหรืองดเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เช่นนั้น ไม่มีค่าเสียหายเป็นตัวเงินโดยตรง ศาลจะไม่อาจคำนวณได้จากอัตราร้อยละ ดังนั้นศาลจะใช้ดุลพินิจกำหนดขึ้นเอง ตามความยากง่ายและระยะเวลาที่ทนายความกลุ่มต้องเสียไปกับการทำงาน
ส่วนที่ 2 คือ เงินรางวัลทนายความ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินหรืออาจคำนวณนับได้เป็นตัวเงิน ส่วนนี้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจกำหนดได้โดยพิจารณาจากค่าเสียหายที่โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับรวมกัน ซึ่งสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 แต่ไม่มีการกำหนดขั้นต่ำไว้ โดยผู้พิพากษาจะสั่งให้จำเลยชำระเงินรางวัลทนายความ ในส่วนนี้เป็นการต่างหากเพิ่มขึ้น ทบยอดจากมูลค่าความเสียหาย

คำถามที่พบบ่อย: EP 4

สิทธิการดำเนินคดีทางศาลของประชาชนย่อมมีสิทธิดำเนินคดีได้ถึงที่สุด ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้ในการดำเนินคดีแบบกลุ่มนั้น ก็ไม่แตกต่างจากการดำเนินคดีสามัญทั่วไปมากนัก โดยกฎหมายกำหนดให้คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล โดยไม่นำข้อจำกัดสิทธิเรื่องทุนทรัพย์ของการอุทธรณ์ และฎีกาในข้อเท็จจริงมาใช้บังคับ แต่ทั้งนี้ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายที่กำหนด เรื่องการขออนุญาตฎีกา ซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาด้วย นั่นหมายถึงว่า คู่ความสามารถอุทธรณ์ได้ แต่ในชั้นฎีกาจะต้องขออนุญาตต่อศาลฎีกาเสียก่อนว่าเข้าหลักเกณฑ์ที่จะฎีกาได้หรือไม่ หากไม่เข้าหลักเกณฑ์ ศาลจะไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีจะถึงที่สุดในศาลอุทธรณ์ แต่หากศาลอนุญาตให้ฎีกาได้ คดีก็จะเข้าสู่การพิจารณาและพิพากษาของศาลฎีกาจึงเป็นที่สุด

ด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเช่นเดียวกับที่โจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียหายแบบกลุ่มม ร้องขอไว้ในคำฟ้องและคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่ม ซึ่งจะต้องมีการคำนวณค่าเสียหายโดยใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกัน เมื่อชนะคดีเฉพาะสมาชิกกลุ่มเท่านั้น ที่ต้องไปยื่นขอรับเฉลี่ยหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของกรมบังคับคดี เพื่อแสดงตัว ว่าเป็นผู้เสียหายตรงตามขอบเขตสมาชิกกลุ่มที่ศาลกำหนดไว้ ในคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มและที่คำพิพากษากำหนดตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่จะคิดคำนวณค่าเสียหายแก่สมาชิกกลุ่มไว้

ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ต้องเร็ว เพราะเป็นคดีที่มีผลกระทบต่อวงกว้าง และกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม กระทบต่อความเชื่อมั่นของการลงทุน แต่จากที่ผ่านมาในหลายๆคดี คดีมีความล่าช้าพอสมควร ซึ่งมีเหตุปัจจัยมาจากหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้ความเข้าใจของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเรื่องของทนายความฝ่ายจำเลย ที่พยายามใช้เทคนิคทางกฎหมายในการทำให้ล่าช้าออกไป เป็นต้น ทำให้ที่ผ่านมาคดีแบบกลุ่มตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค ใช้เวลานานพอสมควร ยกตัวอย่าง เช่น คดีกลุ่มรถยนต์ฟอร์ด ซึ่งยื่นฟ้องคดีแบบกุล่มตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค ตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 ใช้เวลาตั้งแต่ศาลชั้นต้น จนถึงปัจจุบันปี 2567 ที่คดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาที่ศาลฎีกา รวมเวลาอย่างน้อยประมาณ 7 ปีกว่ามาแล้ว

ไม่ได้ เพราะโจทก์และสมาชิกกลุ่มมีผลผูกพันตามคำพิพากษาในคดีแบบกลุ่มไปแล้ว สมาชิกกลุ่ม ซึ่งมิใช่คู่ความก็ไม่สามารถนำไปฟ้องในมูลคดีเดิมได้อีก เพราะจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย: EP 5

การดำเนินคดีแบบกลุ่ม เหมือนกับการดำเนินคดีแบบสามัญเกือบทุกประการ แต่จะแตกต่างเฉพาะการดำเนินคดีแบบกลุ่มจะต้องมีการยื่นคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่มไปพร้อมกับคำฟ้องเป็นส่วนเพิ่มเติม และจะต้องมีการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่มเสียก่อน จึงมีขั้นตอนการไต่สวนคำร้องเพิ่มขึ้นมา และที่สำคัญจะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณค่าเสียหายให้แก่สมาชิกกลุ่มไว้ด้วย ซึ่งหากเป็นคดีสามัญปกติ ก็จะมีแค่คำขอท้ายฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์ต้องการเท่านั้น จะไม่มีการขอเผื่อไปถึงบุคคลอื่น แต่สำหรับคดีแบบกลุ่มจำต้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่สมาชิกกลุ่ม ตามหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณเช่นเดียวกับโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มไปด้วย

ผู้เสียหายจะต้องยื่นคำขอรับเฉลี่ยหนี้ ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของกรมบังคับคดี พร้อมชำระค่าธรรมเนียม 200 บาท ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด หากเลยกำหนดการยื่นขอรับเฉลี่ยหนี้ไปแล้ว สมาชิกกลุ่มจะหมดสิทธิได้รับเฉลี่ยหนี้ และจะนำคดีไปฟ้องใหม่ไม่ได้ ตามเหตุผลใน ข้อ 1 และ ข้อ 5 (EP.4)

เนื่องจากสมาชิกกลุ่ม ไม่ใช่คู่ความโดยตรงในคดีแบบกลุ่ม กฎหมายจึงมิได้กำหนดให้สมาชิกกลุ่มต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม แม้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียหายจะแพ้คดี ศาลอาจสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียหายชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่าย ให้แก่จำเลยที่ชนะคดีก็เป็นได้

พรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กำหนดให้ผู้เสียหายจริง จะต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นคู่ความทางคดีแบบกลุ่มเท่านั้น ดังนั้น สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) และศูนย์ช่วยเหลือผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ที่กำลังจะยกร่างจัดตั้งขึ้นนั้น มีภารกิจในการเป็นศูนย์กลางข้อมูล, ประสานงาน และ อำนวยความสะดวก แก่ผู้ทุนรายบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการลงทนในตราสารทุนเท่านั้น(หุ้นสามัญ) มิได้มีหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะคู่ความ หรือ คู่กรณี ในทางคดีแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดให้ตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้ทำหน้าที่ในทำนองเดียวกัน ในกรณีการลงทุนในตราสารหนี้แล้ว (ตามข้อมูลใน EP.1 ข้อ1)

www.thaiinvestors.com ,Facebook : @TIA.Society
อีเมล์ : info@tiathaiinvestors.onmicrosoft.com